| 個人檔案ウイ-の フ"ロツク"て"すね~~♥相片部落格清單 | 說明 |
|
30 June Until We Meet Again."จนกว่าเราจะพบกันอีก" นิยายของ ศรีบูรพา
ตอนแรกไม่คิดอ่านนะเนี่ย เนื่องจากเห็นปกแล้วคิดว่านิยายย้อนยุครักๆใคร่ๆ ประมาณเดียวกับ ข้างหลังภาพ (ของศรีบูรพาอีกนั่นแหละ - แต่ไม่เคยอ่านน่อ เคยเห็นเมื่อก่อนเป็นหนังโรง ก็ไม่เคยดู เหอๆๆ แต่บังเอิญจำได้ว่าเห็นคนที่เล่นเป็นนางเอกให้สัมภาษณ์ ฟังว่าก็เป็นหนังรักธรรมดา)
แต่ลองอ่านไปหน่อยนึง น่าสนใจทีเดียว เหอๆๆ...ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องนี้เขียนเมื่อปี พ.ศ. 2442
ตอนหนึ่งจากหน้า 29-30...
โกเมศบรรยายต่อไปว่า "ประเทศของฉันก็เหมือนกันประเทศอื่นๆ รัฐบาลได้เอาเงินไปจับจ่ายใช้สอยในการทหาร การตำรวจ การปกครอง การศึกษา การพาณิชย์ และกิจการอื่นอีก แต่ข้อเน้นในการจับจ่ายใช้สอยนั้นแตกต่างกัน รายได้ของบุคคลและอัตราค่าจ้างที่กำหนดกันไว้ในประเทศของฉันแต่นมนานมาแล้วนั้น ทำให้เกิดภาวะอันน่าเศร้าสลดใจดังที่เป็นอยู่แม้จนในทุกวันนี้ ในประเทศของเธอ ผู้ที่เป็นรัฐมนตรีได้รับเงินเดือน ซึ่งเมื่อหักค่าภาษีแล้วก็ไม่มากไปกว่ารายได้ของคนส่งนมหรือส่งขนมปังตามบ้าน ๕ คนรวมกัน ในประเทศของฉันในสมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผู้ที่เป็นเสนาบดีหรือรัฐมนตรีมีเงินเดือนขนาดคนงานชั้นที่ส่งนมส่งขนมปังรวมกันราว ๑๕๐ คนเห็นจะได้ และถ้าเทียบกับรายได้ของพวกชาวนาแล้ว เสนาบดีคนหนึ่งได้รับเงินเดือนเท่ากับรายได้ของชาวนาประมาณ ๔๐๐ หรือ ๕๐๐ คนรวมกัน ส่วนพวกนายพาณิชหรือผู้อยู่ในตำแหน่งราชการชั้นรองๆ ลงมา ก็มีรายได้แตกต่างกันไกลกับพวกคนงานที่ใช้แรงงานและชาวนาของเรา ทำนองเดียวกับความแตกต่างระหว่างท่านเสนาบดีกับคนงานชาวนาของเรานั้นแหละ"
ฉันต้องร้องคัดค้านขึ้นว่า "มันเป็นไปไม่ได้ เป็นของเหลือเชื่อทีเดียว โกเมศ"
"มันเป็นไปไม่ได้ในประเทศของเธอ แต่มันเป็นไปได้อย่างสบายในประเทสไทยแลนด์ ยังมีสิ่งที่น่าเหลือเชื่ออีกมากมายในประเทศของฉัน"
"แล้วพวกประชาชนของเธอก็ทนกันได้ ต่อหน้าการแบ่งสรรปันส่วนรายได้อย่างอยุติธรรมร้ายกาจเช่นนั้นซึ่งเป็นมาช้านานแล้ว ไม่มีการกบฏจลาจลอะไรกันบ้างเลยหรือในประเทศของเธอ?"
"ฉันได้เตือนไว้แล้วมิใช่หรือว่า ถ้าเธอไปเป็นชาวนาสยาม เธอก็จะกลายเป็นนักปฏิวัติไป" เขาพูดด้วยอารมณ์เย็น "ในสยามได้มีผู้ที่มีความคิดเช่นเธอเหมือนกัน ได้มีการกบฏและการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเมื่อปี ๑๙๓๒"
"โอ ไมกอด เป็นความคิดและการกระทำที่วิเศษเหลือเกิน!" ฉันอุทานด้วยความตื่นเต้นยินดี "แล้วหลังจากนั้นความโสโครกเน่าเฟะต่างๆ ได้ถูกกำจัดหมดสิ้นไป ฉันคิด"
"เปล่าเลย โดโรที ในส่วนใหญ่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเป็นอยู่เช่นเดิม ผู้ที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็เพียงแต่ไล่ผู้มีอำนาจชุดเก่าไป แล้วตัวเขาก็ขึ้นนั่งบัลลังก์แทน...................."
555...เรื่องมันช่างเหมือนกันยังกับแพะกับแกะ ถึงมันจะเป็นประเทศเดียวกันก็เหอะ แต่ก็ 100 กว่าปีผ่านมาแล้ว
ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจริงๆ
2 June พัทยา + ลิงน้อยเขาสามมุขไปพักผ่อนกะครอบครัวมา 1 คืน
(ไปนานไม่ได้ห่วงชาบู...หมอนี่แหละ ห่วงคล้องคอฉ้านให้อยู่ติดบ้าน
ถ่ายรูปสวยๆ น่ารักๆ มาแปะบล็อก อิอิ
ปล. เวลาทำกับข้าวอร่อย มักจะโดนว่า "กระทะดี...ทำอะไรก็อร่อย"
นี่สงสัยถ้าภาพไหนสวยก็คงจะโดนล้อว่า "กล้องดี...ถ่ายอะไรก็สวย" แหงเลย 555
ปล.2 ลิงมันกินเสร็จปุ๊บ เห็นสภาพรถแล้วอยากร้องไห้เป็นภาษาลิง (มันจะได้รู้ว่ากินแบบนี้...กรูเศร้านะเว้ยยย)
ปล.3 ลิงอ๊วนอ้วน น่าร๊ากน่ากอดแทบทุกตัว อ้อ...ช่วงนี้ฤดูลิงมีลูกอ่อนด้วยน๊า จะเห็นลิงสาวๆมีลูกเกาะหลังซุกอกกันทั้งนั้นเลย 16 May เด็กน้อยเมืองไทยปกติขี้เกียจอัพบล็อกมากกก...ถึงมากที่สุด เพียงแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้สึกว่าน่าเขียนไว้ ถ้ามีสำนักพิมพ์ที่ไหนสนจะส่งไปลงเลย เหอๆๆ จะได้ได้อ่านโดยทั่วๆกัน
คำนำ : - บทความนี้เขียนขึ้นโดยทัศนคติของผู้แต่ง...ซึ่งไม่ใช่นางสาวไทย ดังนั้นจึงไม่มีความรักเอ็นดูเด็กๆเป็นที่ตั้ง (อาจมีความรุนแรงปนเหี้ยมโหดเป็นบางอารมณ์ อุอุ)
เมื่อวานพาแม่ไปดูหนังเรื่อง มอ๘ ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว (แม่เราชอบกาละแมร์ม๊ากมาก) ถ้าพูดถึงหนังเท่าที่เราได้ดูก็เนื้อหาดีใช้ได้อ่ะนะ แต่ดูไม่จบนี่สิ เพราะบังเอิ๊ญ...ผีเด็กโรงหนังมันรังควาน
เรื่องมันมีอยู่ว่า เราก็ไปโรงหนัง ซื้อตั๋ว ซื้อน้ำ เข้าไปนั่งในโรงตามปกติ กำลังนั่งดูหนังตัวอย่างเพลินๆ เก้าอี้เราก็โดนอะไรกระแทก "ปึ้กๆ" (คาดว่าคงเป็นตีน) ก็ไม่ได้อะไรค่ะ...คิดว่าคนข้างหลังคงจะขยับตัวให้นั่งสบายขึ้น แล้วคงบังเอิญมาโดนเก้าอี้เรา ก็ไม่เป็นไร แค่นี้มันนิดๆหน่อยๆเนอะ
แต่มันไม่แค่นั้นอ่ะดิ เก้าอี้เรายังคงโดนกระแทก "ปึ้กๆ" "ปึ้กๆ" "ปึ้กๆๆ" เป็นระยะๆ เฮ่ย...งี้มันกวนกันนี่หว่า เลยรีบหันไปจะด่า เพราะด่าให้มันหยุดตอนหนังตัวอย่าง คนอื่นคงรำคาญน้อยกว่าได้ยินเสียงด่าตอนหนังเริ่มฉายแน่ๆ...
พอหันไปก็พบว่า มนุษย์ที่มันคอยเตะเก้าอี้เราอยู่นั้น เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุไม่น่าเกิน 5-6 ขวบ ตัวผอมๆดำๆ ตัดผมหน้าม้า (เหอๆๆ รายละเอียดจากการมองแว้บเดียวนะเนี่ย) เราก็เลยบอกเด็กไปว่า "เตะเก้าอี้คนอื่นไม่ได้นะคะ" แล้วก็หันกลับมาดูหนังตัวอย่างต่อ
ได้ยินเสียงแม่เด็กบอกลูกว่า "มานี่...แลกที่กับแม่"
เด็ก "ไม่อ๊าววว...จานั่งตงนิ๊" (เสียงดังลั่นโรง)
และแล้ว...เด็กนั่นก็เป็นฝ่ายชนะแม่ รู้ได้จากการที่มันคอยถีบเก้าอี้เราอยู่เป็นระยะๆนั่นเอง จนหนังฉายไปได้ซัก 15 นาที มันก็ยังไม่เลิก เราเองก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน...
เลยลุกขึ้นยืนมันซะงั้น แล้วหันไปยืนเท้าสะเอวจ้องหน้ามันทั้งแม่ทั้งลูก คราวนี้ไอ้เด็กนั่นคงกลัว(มั้ง) คราวนี้เลยสงบลงได้ ไม่ค่อยเตะเก้าอี้แล้ว เหลือแค่คุยจุ๊กจิ๊กกับแม่มันเป็นระยะๆ ซึ่งแม่แทนที่จะห้ามลูก กลับคุยด้วยซะอีกแน่ะ (ดีนะ...หนังไทย ไม่ใช่ฝรั่ง ไม่งั้นมันคงขอให้แม่มันอ่านซับไตเติ้ลให้ฟังแน่เลย)
มาถึงกลางๆเรื่อง ก็มีเสียง "กรอบแกรบๆๆๆๆๆๆๆๆๆ" ซักพักก็มีเสียงดังลั่น...
"แม่...แกะหนมให้หน่อย" (กินตีนกูแทนมะ?) ตามด้วย...
"แม่...เมื่อหล่ายจาจบ เบื่อนั่งแล้ว" (เออ...ไสหัวไปซะทีเด้) "คนนี้ครายอ้ะ?"
(เวลาคนอื่นในโรงหัวเราะ) "เค้าขำอาไยกัน...ขำอาไยกัน" (สาดดดด...)
คิดว่าคนรอบด้านคงเบื่อไอ้แม่ลูกคู่นี้มากๆ คนที่นั่งข้างๆเราก็เห็นเค้าทำท่ารำคาญอยู่หลายที คงคิดเหมือนกันทุกคนว่า "กูเสีย 120 บาท มาเพื่อดูหนังนะเว้ย ไม่ได้มาฟังเด็กเวรตะไลนี่อ้อนแม่" แต่ทุกคนก็คงอยากดูให้จบ...ยกเว้นเรา
ถ้าอยู่ต่ออีกเราคงหันไปด่าเด็กแน่ๆ แล้วจะทำให้คนแถวนั้นนอกจากรำคาญเสียงเด็กแล้วต้องมารำคาญเสียงเราอีก แถมถ้ายัยแม่ของเด็กไร้มารยาทคนนั้นมันลุกขึ้นมาด่ากะเราอีกเรื่องคงยาว เราเลยกระซิบแม่เราว่า "ออกไปรอข้างนอกนะ"
แม่ก็คงเข้าใจ แล้วคงสุดจะทนมันเหมือนกัน เลยลุกตามเราออกมาด้วย
ไม่เข้าใจ...โรงหนังประเทศไทยเป็นแบบนี้เหรอเนี่ย พนักงานในโรงไม่มีซักคนหรือไง ที่จะเข้ามาเตือนเด็กที่ก่อปัญหา จะอ้างว่าไอ้เด็กนั่นมันลูกค้า แล้วคนอื่นๆอีกครึ่งค่อนโรงที่ต้องทนฟังมันล่ะ...ไม่ใช่ลูกค้าคุณรึ?
เรื่องนี้หลายคนอาจจะแค่คิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่แค่ทำให้เสียอารมณ์ในแต่ละวัน แต่เรามองว่ามันไม่ใช่แค่นั้น...
เด็กไทย โดยเฉพาะพวกตัวเล็กๆไม่เกิน 10 ขวบ มักได้สิทธิพิเศษมากเกินไป เชื่อว่าทุกคนจะต้องเคยเห็นอะไรแบบนี้...
- ผีเด็กในโรงหนังที่คอยรังควานผู้คน ดังกล่าว
- เด็กเวร ที่ชอบเล่นเคาะถ้วยชามโป๊งเป๊งในร้านอาหาร บางตัวถึงกับลุกมาวิ่งพล่าน พ่อแม่แทนที่จะจับมานั่งกินดีๆ กลับถือจานเดินตามป้อน (พ่อแม่เราไม่เคยทำเลย เห็นได้จากตอนน้องเล็กๆ ถ้ามันดื้อนักก็อุ้มกลับบ้าน ไม่ปล่อยไว้ให้คนอื่นรำคาญหรอก)
- เด็กโรคจิต ที่ชอบกรี๊ดๆ ขัดใจมันมันก็ร้องไห้กรี๊ดๆ มันสนุกก็หัวเราะกรี๊ดๆ (พวกนี้เคยเป็นเปรต ติดนิสัยกรี๊ดขอส่วนบุญมาแน่นอน)
ทำไมสิ่งเหล่านี้พ่อแม่คนไทยส่วนมากมักปล่อยให้ลูกตัวเองทำออกมา มักจะมีความคิดแค่ว่า "มันยังเด็กอยู่ๆ" เท่านั้นเหรอ ปล่อยไว้แบบนี้ระเบียบวินัยในสังคมของเด็กจะอยู่ตรงไหน มันจะเพาะนิสัยที่ไม่ดีไว้จนโต เด็กจะคิดว่า "ข้าทำไรก็ได้ ข้าทำไรอะไรก็ไม่ผิด" คุ้นๆมั้ย...มันคือต้นกำเนิดของ "เกรียน" ยังไงล่ะ
เคยอ่านบทความเกี่ยวกับธรรมเนียมของคนญี่ปุ่น เวลาขึ้นรถโดยสาร เค้าจะลุกให้คนท้องและคนแก่นั่งกัน แต่จะไม่ลุกให้เด็กนั่ง เพราะถือว่าเด็กได้อภิสิทธิ์จ่ายค่าโดยสารครึ่งราคาแล้ว ทำไมยังจะได้อภิสิทธิ์ต้องมีคนลุกให้นั่งอีก และหากเด็กมากะพ่อหรือแม่ ก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องให้ลูกนั่งตัก ไม่ใช่ให้คนอื่นต้องมาลุกให้มันนั่ง
ทั้งๆที่ใครๆก็รู้ดีว่าเด็กคืออนาคตของประเทศชาติ แต่ดูเลี้ยงกัน สั่งสอนกันได้ดีเหลือเกิ๊นนน (ประชด) การเลี้ยงลูกให้ไม่สร้างปัญหาให้สังคมมันยากขนาดนั้นเชียว? เมื่อไหร่นะ...คนไทยจะเลี้ยงลูกให้ดีกว่าเด็กไทยแบบปัจจุบันนี้ได้บ้าง ไม่งั้นออกไปข้างนอกเห็นเด็กพวกนี้ทีไรกลุ้มใจทุกที เฮ้อออ 2 May ธีมเย็นๆเนื่องจากช่วงนี้อากาศโครตร้อน เลยเปลี่ยน Theem ให้เย็นๆตาดีก่า
มะวานไปกินหมูกระทะ เหอๆๆ...ฟาดซะน่าจะคุ้มเกินคุ้มเลย
แต่ว่าผงชูรสคงจะเยอะมาก กลับมาปวดหัว
แถมคอแห้งอีก ต้องกินน้ำเป็นแกลลอนๆ
เป็นการอัพที่สั้นที่สุด...
แค่เข้ามาอัพ เพราะไหนๆก็ออนเอ็ม แหม...นานน๊าน จะได้ออนซ้าที เหะๆ 16 April สงกรานต์ก็ผ่านไป...เหอๆๆ ไม่ได้อัพบล็อกนานนนนน มากกกกกก ข้ามปีข้ามชาติได้
สงกรานต์นี้ไม่ได้ไปเล่นน้ำที่ไหน
เนื่องจากคะเนอายุแล้วดูจะแก่เกินแกงไปหลายขวบ
วิ่งไล่เอาปืนฉีดน้ำยิงๆกะเด็กๆไม่ไหว
อืม...ตอนแรกแม่จะให้ขับรถพาตากะยายไปพัทยาล่ะ
แต่พอดีเกิดไม่มีใครอยู่บ้านให้ยาย เลยเลื่อนเป็นอาทิตย์หน้า
(ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ๆด้วยรถยายอ้ะ...
อยากเหยียบ 170 จัง แต่เดี๋ยวโดนด่า
ก็เลยอยู่บ้านไป กินๆ นอนๆ จะได้อ้วนๆ เหอๆๆ
แต่แล้วก็ไม่ได้อยู่บ้านเฉยๆซะแล้วค่ะ ตาแก่แถวนี้เกิดอดอยาก
เลยไปทำกับข้าวใหม่หม่ำๆ
เหอๆๆ...อร่อยนา ไม่เชื่ออย่าลบหลู่!!!
มักกะโรนีผัด หมูทอด ผัดกะหล่ำปลี ไข่เจียวใส่หัวหอมกะมะเขือเทศ อิอิ
เนื่องจากอร่อยจัด คนกินเกิดติดใจ(มั้ง) พรุ่งนี้เลยต้องตื่นไปทำให้กินอีก แง้วววว~
เริ่มจะกลายเป็น "หม้อหุงข้าว" ไปทีละนิดๆ.....
ส่วน "แม่ไก่" นี่คงไม่ได้เป็นค่ะ เนื่องจาก...ไม่เคยตื่นเช้า (ฮ่าๆๆๆ)
เพิ่งมีโอกาสได้จับหนังสือที่ซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือ
(ที่จริงก็ได้จับมาซักพักแล้วนะ อ่านนิยายของน้องให้หมดก่อน
ค่อยมาอ่านของตัวเอง
บ้ามะ...แต่ก็เหมือนกินข้าวอ้ะ ของอร่อยต้องเก็บไว้กินทีหลัง อิอิ //
เปรียบเทียบอะไรก็ไม่พ้นเรื่องกิน)
2 เล่มแรกที่อ่าน คือ นิตยสารโลกสีเขียว อันนี้ซื้อมาอยากอ่านตรงเรื่อง FTA
กับเขตหูดับของสนามบินสุวรรณภูมิจ้ะ...อ่านจบไวมาก
อีกเล่มนึงคือหนังสือ The TOYOTA Way
ก๊ากกกกก...ให้ความรู้สึกเหมือนอ่านตำราเรียนเลย
แต่ก็จริงๆนั่นล่ะ แนวคิดที่เรียนมันก็มาจากนี้ซะเยอะ
พวก JIT, LEEN หรือพวกหลักการบริหารจัดการอะไรต่างๆนานา
มีไว้ในครอบครองซักเล่มก็ดี เผื่อวันหน้าทำงานอาจได้งัดมาใช้เนอะ
ส่วนเล่มสุดท้ายที่เพิ่งเริ่มอ่านเมื่อตะกี๊ คือ ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า
เพิ่งเริ่มอ่านจริงๆเลย อ่านไปแค่พวกคำนำ ประวัติคนแต่ง ประวัติคนแปล
(ชอบอ่านพวกนี้ก่อนอ่ะ...โดยเฉพาะเข้าใจที่มาของคนแต่ง
จะอ่านได้อรรถรสกว่าเยอะเลย ทำแบบนี้กะนิยายทุกเล่ม)
แล้วเริ่มอ่านเนื้อเรื่องได้นิดเดียว รู้สึก อื้มมมมม...บรรยายไม่ถูก ชอบอ้ะ
โซดาแนะนำให้แต่ละเล่มไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ
หรืออาจจะเพราะเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีเวลาได้อ่านอะไรแบบจริงๆจังๆ
(นอกจากความจำเป็นบีบบังคับช่วงสอบ
พอได้ตั้งต้นอ่านจริงจัง เลยรู้สึกเหมือนได้กลับไปสมัยก่อน
สมัยที่ว่างเป็นว่าง ได้อ่านแบบ...แบบ...แบบไหนหว่า แบบอยากอ่านก็อ่านมั้ง...
นึกถึงที่พี่สุยถามเมื่อหัวค่ำเลย "แล้วเมื่อตอน 6 ขวบล่ะ...วีทำอะไรอยู่?"
ตอน 6 ขวบเหรอ...ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นรู้สึกจะอ่านนิกกับพิมของย่าอยู่จ้ะ
แล้วก็ไล่อ่านหนังสือของ ว. ณ ประมวญมารค ต่อมาก็สี่แผ่นดิน
แล้วก็สามก๊ก แล้วก็อื่นๆอีกมากมาย
(หนังสือที่บ้านย่าเยอะมากๆ คิดว่าเป็นห้องสมุดย่อมๆได้เลย
พวกประวัติศาสตร์ไทยหรือเทศก็เยอะ
textของปู่สมัยเรียนวิศวะยังเก็บไว้อยู่เลย -- แน่นอนว่าใช้กันไม่ได้ เปลี่ยนหลักสูตร)
อืม...แต่ที่ตอนเด็กๆอ่านหนังสือเยอะเนี่ย ไม่ได้หมายความว่าไม่จับเกมเลยนะคะ มาริโอ้วีก็เล่น คอนทราก็ได้เล่น
(ยังจำได้ไหม...เครื่องแฟมิลี่ FR-202)
เพราะฉะนั้นที่ว่าเซ้นส์เรื่องเกมห่วยเพราะไม่ค่อยเล่นไม่น่าจะใช่นา
คิดว่า...ห่วยเพราะบื้อเองนี่ล่ะ ไม่ใช่อะไร
สรุปว่า...ไปนอนอ่านดอนกิโฆเต้ต่อดีก่า อิอิ อุตส่าห์เก็บไว้เล่มสุดท้าย...
บางอย่างจะคิดให้เล็ก มันก็เล็ก จะคิดให้ใหญ่ มันก็ใหญ่...
ดูอย่างการแปลหนังสือเล่มนึง บางคนคิดว่าเป็นงานยิ่งใหญ่
แต่บางคนก็คิดว่าแค่งานเล็กๆ
อย่างไรก็ตาม...พรุ่งนี้อย่าลืมทัมไดรฟ์ กับ มิโซะ
(หลังๆนี่คนละเรื่องเดียวกันเล้ยยยยย
ปล. งานหนังสือปีนี้อยากซื้อหนังสือพี่วินทร์ด้วยง่ะ แต่วันนั้นแบกหนักแย้ววว
ปล.2 ยังคงเป็นงาน "แนวทดลอง" เหมือนเดิมเจ้าค่ะชักอยากอ่านแบบไม่ใช่แนวทดลองขึ้นมาตะหงิดๆ อัพซะหน่อย...วันก่อนนู้นนนนน (นานโครตๆค่ะ เมื่อไหร่ไม่รู้แระ + ความจำสั้น)
พี่สุยบอกว่าเปิดสเปซวีไม่ได้ เพราะอะไรก็ไม่รู้
ว่าจะเข้ามาเช็คหลายทีแล้ว ว่าสงสัยไม่ได้เข้านานไป มันลบ...ฮา...
แต่ไม่ค่อยว่างง่ะ เทอมนี้ไปอยู่หอแล้ว ไม่มีคอม จะนั่งแก้ที่คณะก็กระไรอยู่
เลยช่างมานนนน lol
แต่เนี่ย...ดูจิคะ เปิดมาก็ไม่รู้จาอัพไรอ้ะ
วันพุธที่จะถึงนี่ก็วันลอยกระทงแล้ว
ตอนแรกนัดกับพี่สุยจะไปท่าพระจันทร์กันไงคะ แต่สงสัยปีนี้จะอดแล้วล่ะ
ไม่รู้พี่จะกลับมาเมื่อไหร่ ซิกๆๆ (รอปีหน้า เหอๆๆ)
คอยดู๊...แม่จะถีบลงน้ำล้างแค้น!!!
โปรเจกก็ไม่ค่อยคืบหน้าเลย เหมือนขาดแรงผลักดันยังไงไม่รู้
แต่ที่แน่ๆ คืออาทิตย์นี้คงเริ่มทำให้ได้ซักบทนึงละกันนะ
ปอกะปอนด์วุ่นๆกะจุฬาวิชาการเอย งานนิทรรศฯเอยกันทั้งคู่เลยนี่นา
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นอะไรที่อนาถมาก
เปงไข้อ้ะ ปวดหัวมากๆแถมปวดท้องด้วย นอนเป็นศพอยู่ที่หอคนเดียว ซิกๆๆ
กว่าจะตะเกียกตะกายกลับบ้านได้ก็ค่ำๆ เวงกรรมจริง
ไม่ได้ไปแก้งาน proj. feas. เลย แง๊...รู้สึกผิดต่อปอล วิว ทิพย์ เอก เป็นอันมาก
เดี๋ยวรอส่งเมล์มาจะแก้ให้ต่อน๊า
ก่อนหน้านี้เวลารู้สึกเหงา จะชอบคิดว่ามีเราคนเดียวล่ะมั้งที่เหมือนตัวคนเดียว
แต่หลังจากไปทริปมา ทำให้ได้รู้...ไม่ใช่ที่เราเท่านั้น
เมื่อกี๊เข้าไปอ่านบล็อกของน้องสาวมาหยกๆ น้องเองก็บ่นทำนองนี้
เพิ่งจะรู้ว่าใครๆก็เป็นกัน เพียงแต่ในเวลาปกติ...ไม่มีใครเค้าสื่อสารออกมาหรอก
ทำให้คิดว่า เมื่อก่อน...ทั้งๆที่มีแค่โทรศัพท์บ้านเบอร์เดียว (สมัยมัธยม)
แต่กลับไม่เคยรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวนะ มีอะไรเพื่อนๆก็รู้กันหมด
(แต่ตอนนี้มานมะค่อยว่างกันเล้ยยย ทำโปรเจกมั่ง ก่อหวอด เอ๊ย อยู่วอร์ดมั่ง)
แต่เดี๋ยวนี้...ทั้งๆที่มีมือถือติดตัวอยู่ตลอดเวลาแท้ๆ
กลับมีอะไรมักไม่ค่อยได้พูดออกไป เก็บไว้กะตัวเองคนเดียว
เป็นความล้มเหลวทางการสื่อสารโดยแท้?
หรือว่า...ทุกคนพอเริ่มจะเลยวัยเด็ก ก็ต้องหัดอยู่ให้ได้ด้วยตัวเองซะแล้วล่ะมั้ง?? |
|||
|
|